ผู้เห็นต่างระดับแกนนำมั่นใจในโครงการพาคนกลับบ้าน ขอเข้ารายงานตัวเพิ่มอีก 1 ราย

ผู้เห็นต่างระดับแกนนำโผเข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 ขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เผยต้องหลบซ่อนตลอด 8 ปีสงสารลูกและครอบครัวที่ขาดเสาหลัก อีกทั้งมีความมั่นใจในโครงการและกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (13 พ.ค.) นายพรชัย บัวสอน หัวหน้าแผนกผลิตและเผยแพร่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวานนี้ (12 พ.ค.) ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่เรือนรับรอง มณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 ได้เข้ารับตัว นายอับดุลรอพา สอและ ผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่มีหมายจับ ป.วิอาญา ซึ่งมีความประสงค์เข้ามอบตัวและร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อกลับมาต่อสู้ด้วยแนวทางสันติ และเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายเพื่อกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

นายอับดุลรอพา สาและ ผู้สมัครใจเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้าน กล่าวว่า ตนมีความประสงค์เข้าร่วมโครงการและต้องการเข้ามอบตัวกับผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เนื่องจากที่ผ่านมา ตนเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงและเป็นสมาชิกระดับหัวหน้าชุดปฏิบัติการ รวมถึงเคยเป็นครูฝึกให้กับสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจำนวนหลายคน แต่เนื่องจากการติดตามบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ ทำให้ตนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันและอยู่อาศัยกับครอบครัวได้

“ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาต้องคอยหลบหนีหลบซ่อนจากการเข้าติดตามบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ตนสงสารลูกและครอบครัวที่ขาดเสาหลัก อีกทั้งตนมีความมั่นใจในโครงการพาคนกลับบ้านและกระบวนการยุติธรรม จึงได้ทำการเข้ามอบตัวในวันนี้” นายอับดุลรอพา สาและ กล่าว
ด้าน นางสาวมาดีล๊ะ สอและ พี่สาวนายอับดุลรอพา กล่าวว่า จากที่น้องชายของตนถูกออกหมายจับจากเจ้าหน้าที่ ทำให้น้องชายต้องอยู่อย่างหลบซ่อน ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ทำให้การดูแลบุตรของน้องชายจึงเป็นหน้าที่ของญาติ ที่จะต้องช่วยกันดูแล อีกทั้งทางบ้านมีความยากจน จึงทำให้มีความลำบากมาก และจากที่ตนได้รับทราบข่าวโครงการพาคนกลับบ้านจากสื่อต่างๆ จึงเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถให้ความเป็นธรรมกับน้องชายของตนและครอบครัวได้ จึงได้พาน้องชาย มาเข้ารับรายงานตัวในวันนี้

ทั้งนี้ตนและครอบครัวได้คุยกับทางท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ทำให้ทราบรายละเอียดขั้นตอนในการเข้าร่วมโครงการ ทำให้ตนและครอบครัวมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และดีใจที่น้องชายไม่ต้องคอยหลบซ่อน ที่ผ่านมาทั้งครอบครัวอยู่กันด้วยความหวาดระแวงทำให้เกิดความเครียด แต่ตอนนี้ตนรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง และตนอยากให้ผู้ที่กำลังหลงผิดกลับตัวกลับใจหันมาเข้าร่วมโครงการ เพื่อครอบครัวจะได้กลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้าและมีความสุข

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์